สมัครสมาชิก / ลืม Password
User : Password :
น้องๆ คนไหนจะเข้าเรียนในเทอมหน้านี้บ้าง มาเล่าให้ฟังมั่งนะคะว่า จะไป รร.ไหนกัน แล้วคุณพ่อคุณแม่ เลือก รร.ให้ลูกยังไงกันคะ
หน้าหลัก
เรื่องเล่า และ VDO น้องโดม
รวมภาพสมาชิก
เรื่องน่ารู้ เล่าสู่กันฟัง
เว็บบอร์ด พ่อแม่
ติดต่อน้องโดม



อย่าลืมแวะชม ผู้สนับสนุนเว็บ ด้วยนะครับท่าน


กลับหน้ารวมเรื่องเล่า >> รายละเอียดเรื่องเล่า

เอคิว อีคิว ไอคิว

จำนวนผู้เข้าชม : 2116 ครั้ง

จิตแพทย์ชี้เด็กยุคใหม่สู้ชีวิตน้อยลง แก้ปัญหาไม่เป็น เหตุเพราะมนุษย์สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกไว้มาก เผยตัวชี้วัดความสำเร็จของเด็กปี 2000 คือ ความสามารถในการต่อสู้ความยากลำบากหรือเอคิว เพราะปัจจุบันความสามารถทางสติปัญญาและอารมณ์ไม่เพียงพอแล้ว

นพ.ประทักษ์ ลิขิตเลอสรวง จิตแพทย์โรงพยาบาลพระราม 9 เปิดเผยว่า ในช่วงปีเศษที่ผ่านมา เอคิว (AQ) ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในแวดวงจิตวิทยาและเป็นสิ่งที่จะมาแทนไอคิวและอีคิวที่เคยเป็นที่รู้จักกัน จนกล่าวได้ว่า เอคิวเป็นแนวโน้มของสหัสวรรษใหม่ที่กำลังจะมาถึง

เอคิว มาจากคำเต็มว่า Aversity Quotient หมายถึง ความสามารถที่จะเผชิญกับความยากลำบาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการก้าวสู่ความสำเร็จ ผู้ที่บัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมาคือ ดร. พอล จี. สตอยต์ซ นักบริหารบุคคล ซึ่งเคยมีประสบการณ์ในบริษัทใหญ่ๆ หลายแห่ง

ทั้งนี้ดร.สตอ ยต์ซเห็นว่า ที่ผ่านมามีเครื่องมือวัดความสามารถของบุคคล ซึ่งรู้จักกันแพร่หลาย 2 อย่างคือ ไอคิว หรือ Intelligence Quotient หรือ ความสามารถทางสติปัญญา ซึ่งได้รับการบัญญัติขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18



แต่ต่อมาพบว่า คนที่มีไอคิวสูงไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิตเสมอไป เพราะเคยมีงานวิจัยพบว่า ไอคิวมีส่วนช่วยให้ประสบความสำเร็จในชีวิตเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ จึงมีผู้คิดค้นปัจจัยแห่งความสำเร็จขึ้นอีกอย่างหนึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 19 คือ

อีคิว หรือ Emotion Quotient หรือ ความสามารถทางอารมณ์ ซึ่งประกอบไปด้วย ความสามารถในควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ได้อย่างหนักแน่น และคงเส้นคงวา รวมทั้งรับรู้อารมณ์คนอื่นและอารมณ์ตัวเอง ที่จะก่อให้เกิดความกระตือรือร้นและมีแรงจูงใจสู่ความสำเร็จ แต่ในเวลาต่อมาก็มีการค้นพบอีกว่า คนที่มีอีคิวสูงใช่ว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิตเสมอไป จึงเป็นเหตุจูงใจให้ ดร.สตอยต์ซคิดค้นเอคิวขึ้นมาใหม่

"เราพบว่าคนรุ่นใหม่หน่อมแน้มมากขึ้นทุกที เจอปัญหาอะไรนิดหน่อยก็โวยวาย เนื่องจากโลกยุคใหม่โดยเฉพาะในประเทศตะวันตก ได้สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่มนุษย์มากมาย ชีวิตไม่เคยประสบความยากลำบาก เมื่อเจอปัญหาก็แก้ไม่เป็น"

นพ.ประทักษ์กล่าวอีกว่า ขณะนี้คนไทยก็กำลังก้าวไปในแนวทางเดียวกับคนในประเทศตะวันตก โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่เคยเผชิญกับความยากลำบากในชีวิต

ขณะที่ในอดีตนั้น คนไทยส่วนใหญ่ต้องอยู่ในสภาพปากกัดตีนถีบ ทำมาหากินกันเต็มที่ เด็กๆ แม้ต้องเรียนหนังสือแต่ก็ต้องช่วยพ่อแม่ทำงาน ทั้งงานบ้านและทำมาหากิน เมื่อเด็กกลุ่มนี้เติบโตและทำงานมีรายได้สูงกว่าคนในรุ่นพ่อแม่ ก็อยากให้ตัวเองและลูกหลานสบาย มีเงินทองก็ซื้อหาวัตถุมาปรนเปรอลูกหลาน

นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่มีการคิดค้นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกขึ้นมามากมาย ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เด็กไทยรุ่นใหม่เติบโตขึ้นท่ามกลางความสะดวกสบายและทำอะไรไม่เป็น และเมื่อเจอความยากลำบาก นอกจากจะแก้ไม่เป็นแล้ว ยังต้องการให้ปัญหาหายไปอย่างรวดเร็วอีกด้วย หลายคนจึงหันไปหายาเสพย์ติดเพื่อลืมความทุกข์

จิตแพทย์รพ.พระราม 9 ระบุด้วยว่า หลังจากที่สังคมตะวันตกพบความสะดวกสบายกันมานาน ขณะนี้ก็เริ่มที่จะโหยหาความยากลำบากในชีวิตมากขึ้น เพราะมองว่าจะช่วยแก้ไขและกระตุ้นให้คนของเขาประสบความสำเร็จในชีวิต ขณะที่ความยากลำบากต่างๆ ในบ้านเรายังมีอีกมากแต่เราพยายามลืมไป ดังนั้นเราจึงควรมาคิดกันว่า ทำอย่างไรจึงสามารถส่งผ่านความลำบากที่คนรุ่นเก่าเคยประสบ ไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานได้

"ดร.สตอยต์ซมองว่า ชีวิตเหมือนกับการปีนเขา ต้องฟันฝ่าอุปสรรคและความยากลำบากมากมายจึงจะประสบความสำเร็จ ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นสิ่งท้าทาย หรือเป็นโอกาสในการก้าวไปข้างหน้าหรือขึ้นไปให้สูงยิ่งขึ้น"

ดังนั้น พ่อแม่ซึ่งเคยผ่านความยากลำบากมาก่อน จึงต้องพยายามผลักดันให้ลูกได้เรียนรู้ความยากลำบากบ้าง โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้ทำงานด้านต่างๆ แทนที่จะปล่อยให้เที่ยวเล่นอย่างไร้สาระ

นพ.ประทักษ์ ยังได้ยกตัวอย่างลูกชายวัย 9 ขวบของตนเอง ที่อยากปลูกต้นปูเล่ แล้วมาปรึกษาว่าจะเลือกกระถาง ใช้ดิน ใช้ปุ๋ยอย่างไร แทนที่เขาจะห้ามแล้วบอกว่าไปซื้อกินเองดีกว่า ก็สนับสนุนให้ปลูกและให้ข้อแนะนำ แต่แทนที่จะแนะนำทั้งหมดหรือลงมือปลูกให้ลูกเสียเอง ก็ย้อนถามลูกว่า ถ้าใช้วัสดุอย่างนั้นอย่างนี้มีข้อดีข้อเสียอย่างไร เป็นการสอนให้ลูกรู้จักคิดและวิเคราะห์ปัญหาด้วย

นพ.ประทักษ์กล่าวอีกว่า ปัจจัยที่จะชี้วัดความสำเร็จของคนในปี ค.ศ.2000 ไม่ได้อยู่ที่ความฉลาดและความสามารถในการควบคุมอารมณ์อีกต่อไปแล้ว แต่อยู่ที่ความสามารถในการต่อสู้กับความยากลำบากมากกว่า

"น่าสังเกตว่า ขณะนี้มีคนที่มีไอคิวสูงและอีคิวสูงมากอยู่แล้ว แต่คนที่มีเอคิวสูง หรือเป็นคนสู้ชีวิตยังมีน้อยเกินไป"

นพ.ประทักษ์กล่าวถึงที่มาของเอคิวว่า มาจากทฤษฎีการเรียนรู้เมื่อมีสิ่งกระตุ้นก็จะก่อให้เกิดการตอบสนอง เมื่อมีสิ่งกระตุ้นซึ่งได้แก่ปัญหาต่างๆ อยู่เรื่อย ก็จะฝังแน่นอยู่ในจิตใต้สำนึกกลายเป็นนิสัยหรือสันดานของการสู้ไม่ถอย

"มีผลการวิจัยทางการแพทย์รับรองว่า คนที่มีเอคิวสูง หรือมีจิตใจชอบการต่อสู้ จะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงไม่ค่อยเจ็บป่วย ถึงเจ็บป่วยก็จะฟื้นตัวเร็วแม้จะเป็นโรคร้ายแรง เช่น โรคเอดส์หรือมะเร็ง หากมีกำลังใจที่ดีและมีจิตใจแห่งการต่อสู้ ก็มีโอกาสยืดชีวิตให้ยืนยาวมากขึ้น ส่วนคนที่ขาดเอคิวหรือคนที่ต่อสู้กับความยกลำบากไม่ได้ มักรู้สึกพ่ายแพ้อยู่ตลอดเวลา เมื่อเป็นมากๆ ขึ้นก็จะกลายเป็นโรคซึมเศร้าและฆ่าตัวตายในที่สุด"

ส่วนวิธีการวัดว่าใคร มีเอคิวมากน้อยเพียงใด นพ.ประทักษ์ระบุว่า ขณะนี้มีแบบทดสอบออกมาแล้ว แต่เท่าที่นำมาศึกษาดูพบว่ายังไม่เหมาะกับคนไทยเท่าใดนัก อย่างไรก็ตามในระยะเวลาอันใกล้นี้ คาดว่าจะมีตำราเกี่ยวกับเอคิวออกมามากมายเหมือนไอคิวและอีคิว


[ ที่มา...หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน   วันที่ 21 ธันวาคม 2542]


อย่าลืมแวะชม ผู้สนับสนุนเว็บ ด้วยนะครับท่าน


หน้าแรก | เรื่องเล่า และ VDO | รวมภาพสมาชิก | เรื่องน่ารู้ เล่าสู่กันฟัง | แลกเปลี่ยนความรู้ | ติดต่อน้องโดม
จำนวนผู้เข้าชมขณะนี้ 4 คน
จำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด
0
4
7
4
9
3
1

เว็บในเครือ : webdesigndd.com   |   talad-dd.com   |   nongdome.com